01-07-2008, 12:14 AM
![[ภาพ: rain.jpg]](http://www.ku.ac.th/e-magazine/october44/know/rain.jpg)
ย่างเข้าหน้าฝนท่านนักขับทุกท่านควรต้องตรวจสอบดูแลรถของท่านให้อยู่ในส��าพที่ดีพร้อมนะครับ ชิ้นส่วนสำคัญ อย่างหนึ่งที่หลายท่านมักจะลืมนึกถึงก็คือ "ใบปัดน้ำฝน" ซึ่งจริง ๆ แล้วมีอายุการใช้งานไม่นานเลยแค่ประมาณ 1-2 ปี ก็เริ่มเสื่อมอายุการใช้งานแล้ว และถ้าหากคุณยังทนใช้ไปเรื่อย ๆ อาจทำให้ส่วนอื่น ๆ เกิดการเสียหายตามกันไปด้วย อย่างเช่น กระจกหน้ารถ เป็นต้น
ตัวการสำคัญที่จะสามารถสร้างความเสียหายให้กับใบปัดน้ำฝนได้มากที่สุด คือ ความร้อนที่มากับแสงแดดโดยเฉพาะ เวลาที่คุณจำเป็นจะต้องจอดรถเอาไว้กลางแจ้ง แสงแดดที่ส่องลงมาจะสะสมอยู่ในกระจกและใบปัดน้ำฝนที่ทำจากยาง พอโดนความร้อนของกระจกมาก ๆ เข้า (อาจจะสูงถึงกว่า 40-50 องศาเซลเซียส) ยางมันก็จะเริ่มเสื่อมคุณ��าพไปเรื่อย ๆ ในลักษณะต่าง ๆ กัน อย่างเช่น มีอาการแข็งจนกรอบแตก หรือไม่อย่างนั้นก็จะเป็นในลักษณะของยางละลายเหนียวหลุด เป็นชิ้นเล็ก ๆ จนหน้าใบปัดไม่เรียบทำให้ไม่สามารถจะรีดเอาน้ำออกจากกระจกใต้หมด เหลือทิ้งเอาไว้เป็นเส้น ๆ และอาจ จะเกิดอันตรายขึ้นได้ถ้าต้องวิ่งในเส้นทางไกล ๆ
ตัวทำลายใบปัดน้ำฝนอีกตัวหนึ่งก็คือ การใช้งานจากตัวเราเอง เพราะถึงแม้ว่าเจ้าตัวใบปัดน้ำฝนนี้จะมีหน้าที่หลักใน การปัดน้ำฝน แต่ทว่าในเวลาปกติเราก็อาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้งานนอกฤดูอยู่บ้าง เช่น กรณีที่ฝุ่นจับกระจก มากแล้วเปิดให้ที่ปัดน้ำฝน (โดยไม่ได้ใช้น้ำฉีดกระจกก่อน) จัดการปัดเอาเศษฝุ่นที่จับอยู่บนกระจกออกไป เจ้าเศษฝุ่น ละอองที่ผสมไว้ด้วยละอองน้ำมันก็มีส��าพเป็นกระดาษทรายเราดี ๆ นี่เอง เมื่อคุณเปิดสวิทช์ให้ใบปัดทำงาน ก็จะเท่ากับ ใช้กระดาษทรายไปถูทั้งกระจกและตัวใบปัดนั่นเอง เมื่อโดนบ่อย ๆ ที่ตัวกระจกเองก็จะเป็นรอยเส้น ๆ ส่วนที่ใบปัดน้ำฝน ก็แย่ไปเหมือน ๆ กัน นอกจากจะเกิดความเสียหายขึ้นที่ตัวกระจกกับใบปัดแล้ว การใช้ที่ปัดน้ำฝนโดยไม่ฉีดน้ำล้างก่อน หรือถึงแม้จะฉีดก็ตาม ถ้าใบปัดไม่อยู่ในส��าพที่ดีจริง ๆ แล้ว มันก็เท่ากับเราเอาอะไรไปทาที่กระจกทำให้ไม่สามารถ มองเห็นถนนได้อย่างชัดเจน
เมื่อต้องการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนใหม่ ควรถอดเอาของเก่าออกมาดูก่อนโดยเริ่มจากการยกเอาก้านใบปัดน้ำฝนให้ตั้งขึ้น จับให้ตัวใบปัดหงายท้องขึ้นก็จะเห็นตัวล็อคเล็ก ๆ ที่หลบอยู่ด้านใน ต่อไปก็ใช้ปลายนิ้วหรือปลายไขควงก็ได้กดที่ตรง ตัวล็อค ในขณะเดียวกันก็จะต้องออกแรงดึงเอาตัวใบปัดไปพร้อม ๆ กัน แต่ถ้าดึงเท่าไรก็ยังไม่ยอมหลุดออกมาง่าย ๆ อาจเป็นเพราะเศษฝุ่นเศษโคลนที่สะสมอยู่ก็ได้ก็ต้องใช้วิธีฉีดด้วยน้ำมันอเนกประสงค์ที่มีขายทั่ว ๆ ไป จากนั้นจึงจัดการ วัดความยาวของใบปัดน้ำฝน ใช้หน่วยเป็น "นิ้วฟุต" อย่างเช่นขนาด 8 นิ้ว หรือ 10 นิ้ว เป็นต้น
สำหรับรถรุ่นเก่านั้น บางคันจะใช้น็อตเป็นตัวยึดใบปัดกับก้านอยู่ เมื่อท่านต้องการจะเปลี่ยนใหม่แล้วเดินหาใบปัดน้ำฝน ชนิดใช้ตัวล็อคแบบเดิมไม่เจอก็สามารถซื้อของรุ่นใหม่ที่ใช้ล็อคแบบกดได้เลย เพราะว่าทางผู้ผลิตเขาได้ใส่หัวล็อค แบบต่าง ๆ เอาไว้ให้เลือกใช้ได้กับก้านทุกรุ่นอยู่แล้ว
เมื่อได้ใบปัดน้ำฝนคู่ใหม่มาแล้ว ก็จัดการเลือกตัวล็อคให้เหมาะสม หรือเหมือนกับของเดิมที่ถอดออกไป แล้วจึงจับเสียบ เข้าไปในตำแหน่งที่ถอดออกมา กดเข้าไปให้ได้ยินเสียงดัง "กริ๊ก" เจ้าใบปัดน้ำฝนนี้ไม่ต้องจำว่าอันไหนเป็นข้างซ้ายหรือ ข้างขวา เพราะใช้ได้เหมือน ๆ กัน แล้วต่อไปเวลาที่จะต้องจอดรถทิ้งเอาไว้กลางแดดก็จับเอาเจ้าก้านใบปัดน้ำฝนตั้งขึ้น หน่อย จะได้ไม่ต้องรับความร้อนจากกระจกหน้าอยู่ตลอดเวลา
สำหรับถังน้ำที่ใช้สำหรับฉีดกระจกนั้นความจริงแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหาน้ำยาอะไรมาผสมลงไป แต่ถ้าท่านต้องการจะ ให้กระจกสะอาดขึ้นเวลาฉีดล้างกระจกที่มีละอองน้ำมัน-เขม่าควันต่าง ๆ ก็ลองหามาเติมดูสักนิดก็ได้ แต่ต้องระวังอยู่ อย่างหนึ่งว่าน้ำยาที่เติมลงไปนั้นจะต้องไม่เป็นอันตรายกับสีของรถ และเวลาเติมจะต้องผสมกับน้ำให้เข้ากันเสียก่อนที่จะ เติมลงในถังเพราะไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะลงไปอุดท่อทางน้ำ ส่วนปัญหาที่เจอก็คือ เวลาที่ต้องการฉีดน้ำล้างกระจกแต่น้ำ ที่พุ่งออกมากลับไปล้างกระจกหลังบ้าง หรือไม่ก็ไปฉีดโคนรถคันข้าง ๆ บ้าง หรือฉีดไม่ออกแค่ไหลเอื่อย ๆ อยู่ที่ปากท่อ เท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะท่านเพียงแค่ตั้งรูหัวฉีดเสียใหม่ ให้มันตรงกับที่ต้องการเท่านั้นวิธีตั้งก็ไม่ยาก แค่หาเข็มหรือจะเป็นปลายไม้แหลม ๆ เสียบเข้าไปที่รูฉีดน้ำ แล้วดัดไปทางที่ต้องการโดยลองฉีดน้ำดูเรื่อย ๆ เท่านี้ท่านก็ จะได้ล้างกระจกหน้าได้อย่างที่ตั้งใจแล้วยังเป็นการทำความสะอาดหัวฉีดไปในตัวด้วยครับ
แถมท้ายสักนิดในช่วงหน้าฝนนี้หากท่านต้องประสบปัญหาน้ำท่วมสิ่งที่ต้องระวังเป็นอันดับแรกคือ เมื่อวิ่งจนพ้นเขตน้ำท่วม แล้วให้เหยียบเบรกด้วยเท้าซ้ายโดยที่ไม่ต้องถอนคันเร่ง เหยียบปล่อย ๆ สัก 50 เมตร เพราะเบรกเมื่อโดนน้ำมาใหม่ ๆ จะ ไม่สามารถเบรกได้อย่างที่ต้องการ ดังจะเห็นได้จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ตามถนนที่มีน้ำท่วม
ขอขอบคุณ ขอมูลดี ๆ จาก http://www.google.co.th/url?sa=t&ct=res&...WoWjl-RA0A



