อสุรกายสายโหด NISSAN GT-R NISMO

4DQpjUtzLUwmJZZIPmIR7Rq1uvMfak6SuG0oKtDSm58s.jpg

16 พฤษภาคม 2558 ในสนามแข่ง Nürburgring ผมยืนมอง Nissan GT-R Nismo รถแข่งทางเรียบในคลาส GT3 พุ่งทะยานไปตามแทร็กของสนามนรกสีเขียว ด้วยความยาวต่อรอบถึง 26 กิโลเมตร นับเป็นครั้งแรกที่ได้พบเจอกับความแรง และชื่อเสียงก้องโลกในวงการมอเตอร์สปอร์ตของรถไฮเปอร์คาร์สมรรถนะสูงลิบจาก แดนปลาดิบ หลังจากการสตาร์ตปล่อยตัวในช่วงเย็นของวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม Nissan GT-R Nismo ก็วิ่งนำโด่งแบบม้วนเดียวจบโดยทะยานผ่านเส้นชัยในอันดับที่ 1 ในช่วงเย็นของวันอาทิตย์ที่ 17 นับเป็นการเข้าวินในอันดับสูงสุดของรายการแข่งรถสุดอันตราย Adac 24h Race Nürburgring 2015 อีเวนต์สุดระห่ำที่ทีมแข่ง นักขับ และทีมช่างจะต้องทำงานประสานกันตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมงของการแข่งขัน

Nissan GT-R winner in Adac 24h Race Nürburgring 2015

23 เมษายน 2559 ที่สนามแข่งรถพีระเซอร์กิต พัทยา ผมนั่งฟังการอธิบายถึงความเป็นมาของ GT-R จาก Hiroshi Tamura หัวหน้าทีมผู้ชำนาญพิเศษด้านการผลิต Nissan GTR ชายวัยกลางคนชาวอาทิตย์อุทัยซึ่งมีท่าทางที่มุ่งมั่น อย่าง Tamura กำลังพูดถึงแนวคิด และการสร้างรถสปอร์ตรุ่นพิเศษอย่าง GT-R Nismo รถยนต์ที่แสดงออกถึงความตั้งอกตั้งใจของ Nissan ในการครองความเป็นเจ้าทั้งบนถนนปกติและในสนามแข่ง ตลอดระยะเวลา 9 ปี หลังจาก Nissan ส่ง GT-R คันแรกออกขายเมื่อปี 2007 การปรุงแต่ง GT-R รุ่นพิเศษที่มีความเหนือชั้นกว่า GT-R รุ่นสแตนดาร์ดก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงรุ่นสูงสุด GT-R Nismo ไฮเปอร์คาร์จอมพิฆาตที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของ Nissan Motorsport International หรือ Nismo ซึ่งลืมตาออกมาดูโลกในปี 2014

ความเปลี่ยนแปลงคือนิรันดร์ เมื่อ Kazutoshi Mizuno นายใหญ่ของ GT-R ประกาศลาออกในปี ค.ศ. 2013 เนื่องจากต้องการพักผ่อน และเป็นการรีไทร์ตัวเอง โดยเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ของ Nissan เข้ามารับหน้าที่สานต่อประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของ GT-R งานชิ้นสำคัญในการพัฒนารถยนต์ประสิทธิภาพสูงรุ่นนี้ จึงตกอยู่ในมือของ Hiroshi Tamura หัวหน้ามากความสามารถคนใหม่สดๆ ซิงๆ ซึ่งเข้ามารับหน้าที่สำคัญในการที่จะทำให้ GT-R ยังคงสถานะของความสุดยอด ในด้านวิศวกรรมยานยนต์เอาไว้เหมือนเดิม การปรุงแต่งรถยนต์รุ่นมาตรฐานให้กลายเป็นรถสมรรถนะสูงนั้นกลายเป็นที่นิยมทำ กันมาช้านานแล้วทางฝั่งเยอรมนี ไม่ว่าจะเป็น Mercedes Benz หรือ BMW ต่างก็มีสำนักแต่งของตนเองที่คอยทำหน้าที่อัพเกรดรถยนต์รุ่นสแตนดาร์ดให้ กลายเป็นเครื่องจักรสังหารจอมโหด ไล่เรียงจาก AMG และ M-Power แนวคิดทางการตลาดดังกล่าวตกทอดมาถึงแบรนด์ผู้ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น นับจาก TRD หรือ Toyota Racing Development ของค่ายสามห่วง Mugen จากแบรนด์ Honda และ Mazda Speed จากแบรนด์ Zoom Zoom

Nissan Motorsport International หรือ Nismo มีพนักงาน 180 คน ทำหน้าที่ปรับปรุงรถยนต์ภายในแบรนด์ของ Nissan ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและรับคำสั่งโดยตรงจากประธานบริษัท หรือ CEO ทำให้ Nismo กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนารถยนต์ในอนาคตของ Nissan สำหรับ GT-R Nismo คือผลงานโมรถสปอร์ตในลำดับที่ 4 ต่อจาก Nissan 370Z Mismo / Nissan Juke Nismo และ Nissan March Nismo โดยอัพเกรดอุปกรณ์มาตรฐานของ GT-R เพื่อปรุงแต่งสมรรถนะของมันให้ขึ้นถึงขีดจำกัดอันเป็นที่หมายปองของนักเลงรถ ขาแรง ที่ชอบรถรุ่นพิเศษซึ่งมีความเหนือชั้นกว่ารถรุ่นสแตนดาร์ด การทำความเร็วให้ได้เกินกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังที่ต้องทำงานประสานไปด้วยกันแล้ว รูปทรงของตัวรถก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เนื่องจากในย่านความเร็วสูงนั้น ระบบอากาศพลศาสตร์ที่ดีจะส่งผลให้ตัวรถสามารถพุ่งทะยานแหวกอากาศที่เข้ามา ปะทะตัวถัง รวมถึงช่วยให้รถมีการทรงตัวที่เสถียรมากยิ่งขึ้น และควบคุมได้ในระดับความเร็วเกินกว่า 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยไม่เหินทะยานหรือร่อนไปมาจากกระแสลมหมุนวนใต้ท้องรถ วิศวกรของ Nismo ใช้หลักแอร์โรไดนามิกส์ของรถสปอร์ต อย่าง Porsche 911 Turbo ในการทดสอบ เพื่อศึกษาถึงกลไกความลับของระบบอากาศพลศาสตร์ ศึกษาการทำงานของเครื่องยนต์ 6 สูบนอนอัดอากาศด้วยเทอร์โบ พร้อมด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออันทรงประสิทธิภาพของ Porsche ซึ่งสามารถวิ่งทะลุกำแพงความเร็วในระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้ทั้งระบบขับเคลื่อน การทำงานของระบบส่งกำลังที่ต้องกระจายแรงบิดไปยังล้อทั้งสี่อย่างสมดุล รวมถึงหลักการของแอร์โรไดนามิกส์ที่ดีซึ่งถูกนำมาปรับใช้ในการปรุงแต่ง GT-R Nismo

Hiroshi Tamura นายใหญ่จาก Nismo อธิบายถึงขั้นตอนในการปรับปรุงระบบอากาศพลศาสตร์ใน GT-R Nismo ว่า ค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทาน และระบบอากาศพลศาสตร์บนตัวถังของ GTR Nismo มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากลไกของเครื่องยนต์แบบ V6 Twin Turbo โดยตั้งเป้าหมายให้รถสปอร์ตทรง GT รุ่นนี้สามารถทำความเร็วได้เทียบเท่า หรือมากกว่าซุปเปอร์คาร์สายพันธุ์อิตาลี แรงต้านอากาศหรือ Drag Coeffcient : CD บนตัวรถ GT-R Nismo ทุกจุดถูกขัดเกลาจากอุโมงค์ลมทดสอบ จนทำให้เหลือค่า CD ต่ำเพียง 0.27 ดีกว่า Porsche 911 Turbo ที่ทำได้เพียงแค่ 0.31 การสร้างความสมดุลในขณะที่กำลังทำความเร็ว โดยมุ่งเน้นไปที่การลดแรงยกตัวขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็งสูง วิศวกรของ Nismo นำเอากระแสลมที่ปะทะผ่านตัวรถมาช่วยสร้างแรงกดตัวถังให้แนบสนิทกับ พื้นถนนด้วยชุดแอร์โรพาร์ตรอบคัน โดยให้แรงกดส่วนใหญ่ไปตกที่ซุ้มล้อหน้าและหลัง ช่องลมตอนหน้าของตัวรถ GTR Nismo เริ่มจากใต้กระจังด้านหน้า กระแสลมเกือบทั้งหมดที่เข้าปะทะจะถูกส่งผ่านไปยังห้องเครื่องยนต์ รวมถึงชุดคาร์ลิปเปอร์บวกจานเบรกของล้อคู่หน้า อากาศอีกส่วนหนึ่งจะไหลผ่านใต้ท้องรถ และอีกส่วนถูกระบายออกไปที่บริเวณ ช่องลมด้านข้างตัวถังหลังซุ้มล้อหน้า ในส่วนของบั้นท้ายอากาศจะไหลผ่านขอบตัวถัง ฝากระโปรงหลังที่ติดตั้งวิงหลังขนาดใหญ่กลายเป็นกลไกของชุดดักอากาศอันชาญ ฉลาดที่ช่วยสร้างแรงกดในบริเวณส่วนท้าย

จากเวอร์ชั่นสแตนดาร์ด GT-R Mismo ได้รับการปรุงแต่งอย่างมีนัยสำคัญมากยิ่งกว่าในส่วนของขุมกำลัง โดยนำเอาหลักการและข้อมูลของรถแข่ง Nissan GT-R ในรายการ Japan Super GT มาปรับให้สามารถเพิ่มแรงกดมากถึง 100 กิโลกรัม แรงกดทั้งหมดเกิดขึ้นจาก Wing หรือครีบคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งติดตั้งอยู่ชายล่างของชุดสปอยเลอร์หน้า ผลรวมของแรงกดที่เกิดขึ้นจากชิ้นงานสปอยเลอร์หน้า Nismo ได้รับการปรับสมดุลในอุโมงค์ลม รวมถึงปีกหรือวิงหลังแบบคาร์บอนที่แตกต่างไปจากวิงหลังของ GT-R รุ่นพิเศษที่ Nissan เคยผลิตออกขาย วิงหลังแบบใหม่ของ GT-R Nismo มีขนาดของความสูงมากขึ้น ร่องตรงบริเวณปลายปีกออกแบบคล้ายรูปทรงของสนับมือ มีส่วนช่วยให้อากาศไหลผ่านได้อย่างราบรื่น สปอยเลอร์หน้า-หลังถูกขยายขนาดความกว้างมากกว่ารุ่นมาตรฐาน มีการปรับแต่งรูปทรงด้านข้างของสปอยเลอร์หน้าและหลัง เพื่อลดแรงต้านรวมถึงการตัดกระแสลมรอบฐานล้อ ชุดแต่งที่ผลิตจากวัสดุผสมคาร์บอนคอมโพสิตมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นปกติ 20% สำหรับล้อของ GT-R Nismo ซึ่งต้องรับภารกรรมหนักหน่วงมากกว่าอุปกรณ์ชิ้นอื่นๆ Nismo ยัดล้ออะลูมินั่มอัลลอยด์ขอบ 20 นิ้ว อัดขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีอัดแรงดันสูง ล้อหน้าขนาด 10×20นิ้ว ส่วนล้อหลังมีขนาด 10.5×20 นิ้ว เป็นล้ออัลลอยด์สีดำลาย 6 ก้านที่สวยงามของค่าย Ray Engineering ส่วนยางหน้าและหลังใช้ยางที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษสำหรับยัดใส่ในล้อของ GT-R Nismo ยาง Dunlop SP Sport Maxx ที่ล้อคู่หน้ามีขนาด 255/40ZR20 ส่วนล้อหลังว่ากันถึง 285/35ZR20 ยางเกรด ZR รุ่นพิเศษของ GT-R Nismo ที่พัฒนาโดยค่าย Dunlop สามารถทะยานผ่านความเร็วในระดับ 300 กิโลเมตรได้อย่างสบายๆ

การลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆ ของการโมดิฟายรถยนต์ Hiroshi Tamura แจ้งว่า ฝากระโปรงหน้าของ GT-R Nismo ทำจากวัสดุผสมคาร์บอนไฟเบอร์ ลดน้ำหนักจากฝากระโปรงหน้าโลหะในรุ่นมาตรฐานลงได้อีก 1.5 กิโลกรัม ค่าความแข็งแกร่งของฝากระโปรงหน้าที่ทำจากคาร์บอน ยังช่วยเสริมความแกร่งให้กับโครงสร้างเมื่อเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงยังสอดรับกับหลักการแอร์โรไดนามิกส์ขั้นสูงอีกด้วย น้ำหนักรถ GT-R Nismo ทั้งคันอยู่ที่ 1,720 กิโลกรัม เบากว่า Nissan GT-R รุ่นสแตนดาร์ด 20 กิโลกรัม ส่วนระบบรองรับหรือช่วงล่างของรถ GT-R Nismo ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะและการลด อาการโคลงตัวในโค้ง ช่วงล่างด้านหน้าแบบดับเบิลวิชโบนปีกนกคู่ของ GT-R Nismo วางข้อต่อส่วนบนชุดใหม่ทำให้มุมคาสเตอร์สูงขึ้นเล็กน้อย เหล็กกันโคลงแบบกลวงเส้นผ่าศูนย์กลาง 17.3 มิลลิเมตร ยึดติดที่ส่วนท้ายใต้ช่วงล่างหลังแบบมัลติลิงก์ ค่าการยืดและยุบของสปริงและโช็คอัพในรุ่นมาตรฐานยังไม่ดีพอสำหรับ GT-R Nismo วิศวกรจึงถอดโช็คอัพและสปริงเดิมออกทั้งหมดแล้วแทนที่ด้วยโช็กอัพกับสปริง ของ Nismo เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีที่สุดผ่านระบบการปรับตั้งช่วงล่างที่ขึ้น ตรงกับโหมดของการขับเคลื่อนทั้ง Comfort / Normal และ R ทำให้ Nissan GT-R Nismo มีช่วงล่างที่แข็งกว่ารุ่นมาตรฐานราว 15%

การกระจายน้ำหนักในอัตราส่วนที่สมดุลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จะส่งผลไปถึงการบังคับควบคุมตัวรถที่ได้ดั่งใจ รถยนต์สปอร์ตซุปเปอร์คาร์ส่วนใหญ่ทั้งแบบเครื่องวางกลางลำตัว เช่น Ferrari 488 / Lamborghini Huracan LP610/4 Audi R8 V10 Plus และรถสปอร์ต GT เครื่องยนต์วางตามยาวด้านหน้าขับเคลื่อนสี่ล้อหรือสองล้อหลังเช่น Audi RS6 / BMW M3-M5 มีตัวเลขในการกระจายน้ำหนักอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม เคล็ดลับเหล่านี้วิศวกรของ Nismo นำมาปรับใช้บนตัวรถ GTR Nismo โดยวางตำแหน่งของเครื่องยนต์ร่นจุดยึดแท่นเครื่องให้อยู่ใกล้กับจุดศูนย์ กลางของตัวรถมากที่สุด เครื่องยนต์วางตัวอยู่คล่อมเพลาหน้าค่อนมาทางด้านหลัง กระปุกเกียร์พร้อมกับชุดขับเคลื่อนสี่ล้อจากเดิมที่เคยอยู่ติดกับชุดเกียร์ ถูกย้ายไปไว้ที่เพลาหลังตามแบบ Premium Midship Package ทำตัวเลขอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักที่ 53:47 ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้ว

หัวใจของการสร้างแรงม้าเกือบ 600 ตัวของอสุรกายสายโหด GTR Nismo เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์ V6 ติดตั้งระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ หรือ Twin Turbo โดยชุดเทอร์โบหนึ่งตัวรับหน้าที่อัดอากาศเข้ากระบอกสูบฝั่งละ 3 กระบอกสูบ เครื่อง V6 ของ GTR Nismo มีขนาดกระทัดรัด สั้นกว่าเครื่อง V8 หรือ V10 แถมยังมีน้ำหนักที่เบากว่า ไฮเปอร์คาร์สปอร์ต GT ของสำนัก Nismo คันนี้มีเครื่องยนต์ที่ใช้รหัสเรียกขานว่า VR38DETT ปริมาตรความจุ 3.8 ลิตร หรือ 3,799 ซีซี สร้างแรงม้าจากการอัดอากาศของเทอร์โบ IHI กำลังสูงสุดบนแท่นวัดแรงม้าอยู่ที่ 591 แรงม้า หรือ 440.70 กิโลวัตต์ เพิ่มจาก 458 แรงม้าและ 357 กิโลวัตต์ ในรุ่นสแตนดาร์ดไปไกลสุดกู่ แรงม้าสูงสุดมาในย่าน 6,800 รอบต่อนาที เป็นรถยนต์คันแรกจากโรงงาน Nissan Nismo ในประเทศญี่ปุ่นที่แรงที่สุด แรงกว่าขาโก๋ไฮโซอย่าง Lexus LFA ที่มีกำลัง 560 แรงม้า เครื่อง VR38DETT ของ GT-R Nismo ยังมีการปรับจูนกล่องควบคุมใหม่เพื่อทำให้สอดรับกับการจุดระเบิด ส่วนระบบไอดีและไอเสียยังคงเดิม เครื่อง VR38DETT ที่ถูกจูนใหม่นั้นให้แรงบิดที่สม่ำเสมอ ตั้งแต่รอบต่ำไปจนถึงรอบสูงสุด แรงบิดของ GT-R เวอร์ชั่นมาตรฐานอยู่ที่ 588 นิวตันเมตร เมื่อโมเต็มก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 481 ปอนด์-ฟุต หรือ 652 นิวตันเมตร ในรอบเครื่องประมาณ 3,200-5,800 รอบต่อนาที ปลอกสูบภายในกระบอกสูบหรือ Liners ใช้การเคลือบผิวด้วยกรรมวิธีแบบใหม่ที่เรียกว่า Plasma Coating ทำให้ความหนาของตัวปลอกสูบลดลงเหลือ 0.15 มิลลิเมตร จากของเดิมที่หนาถึง 2.6 มิลลิเมตร ทำให้วิศวกรของ Nismo สามารถวางตำแหน่งแถวของลูกสูบให้ชิดกันได้มากยิ่งขึ้น

เครื่อง VR38DETT ใช้ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ มีการปรับการทำงานของเทอร์โบให้เป็นสเปกเดียวกับเทอร์โบที่ใช้ในรถแข่ง Super GT โดยที่เทอร์โบ 1 ตัวจะรับผิดชอบต่อสูบทั้ง 3 ชุดในแต่ละฝั่ง เทอร์โบตัวซ้าย รับแรงดันจากไอเสียในห้องเผาไหม้ฝั่งซ้ายผ่านอินเตอร์คูลเลอร์ตัวที่ 1 เพื่อทำการลดอุณหภูมิ และเพิ่มความหนาแน่นของมวลอากาศก่อนจะส่งอากาศแรงดันสูงที่ถูกลดอุณหภูมิลง แล้วไปยังห้องเผาไหม้ของฝั่งขวา ส่วนเทอร์โบที่ฝั่งขวาก็จะรับแรงดันไอเสียจากห้องเผาไหม้ฝั่งขวา แล้วทำการอัดอากาศผ่านอินเตอร์คูลเลอร์ตัวที่ 2 ก่อนส่งอากาศแรงดันสูงเข้าไปยังห้องเผาไหม้ฝั่งซ้าย เป็นการสร้างความสมดุลในระบบอัดอากาศที่ดีเยี่ยม โดยได้ผลลัพธ์เป็นแรงบิดอันมหาศาลมากถึง 652 นิวตันเมตร เพื่อถ่ายทอดไปยังระบบส่งกำลังในขั้นตอนต่อไป

ชุดเกียร์ของ Nissan GTR Nismo เป็นเกียร์กึ่งอัตโนมัติแบบทวินคลัตช์ หรือเกียร์ออโตแบบคลัตช์คู่ 6 สปีดโดยใช้พื้นฐานของซิงโครไนเซอร์ มี Hydraulic Control System จากบริษัทผู้ผลิตเกียร์ชั้นนำ Worg-Warner ทำหน้าที่เลือกตำแหน่งเกียร์ที่ประสานไปกับคลัตช์ทั้งสองชุด ซึ่งเป็นคลัตช์แบบหลายแผ่นทับซ้อนกัน คลัตช์ชุดแรกคอยตัดต่อกำลังของฟันเฟืองเกียร์ที่ 1-3-5 และตำแหน่งของเกียร์ถอยหลัง (R) ส่วนคลัตช์ชุดที่สองทำหน้าที่ตัดต่อกำลังของเฟืองเกียร์ 2-4-6 โดยใช้การทำงานของซิงโครไนเซอร์เลื่อนไปรับกำลังจากคู่เฟืองเหมือนกับเกียร์ แมนนวลทั่วไป คุณประโยชน์ของเกียร์แบบทวินคลัตช์คือ สามารถให้อัตราทดที่ต่อเนื่องและนิ่มนวล มีอาการกระตุกเล็กๆพอให้ทราบว่าเกียร์ได้เปลี่ยนขึ้นลงแล้ว แถมยังส่งผลดีในเรื่องของอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ลดลง โดยมีอัตราเร่งและความรวดเร็วในการสับเปลี่ยนตำแหน่งเหนือกว่าเกียร์ อัตโนมัติแบบคลัตช์เดี่ยวอย่างชัดเจน

สนามพีระเซอร์กิตนั้น ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของความยาก และไม่เคยให้อภัยสำหรับผู้ที่พลาดพลั้ง สองรอบสนามกับการประคองความเร็วในโค้ง ยิงทางตรงแบบชู้ตทีเดียวเกือบหมดคันเร่ง เบรกตัวโก่งตัวงอแบบเต็มกำลังบนจานเบรกและคาร์ลิปเปอร์เบรกสมรรถนะสูงของ GT-R Nismo ท่ีมีคาร์ลิปเปอร์เบรกไซส์รถแข่งแบบ 6 ลูกสูบที่ด้านหน้า และ 4 ลูกสูบที่ด้านหลัง การขับรถไฮเปอร์คาร์ที่มีกำลังมากถึงเกือบ 600 แรงม้าพร้อมราคาค่าตัว 17 ล้านบาทให้รอดปลอดภัยจากการแหกโค้ง หรือหมุนเป๋ปัดไปปะทะกับกำแพง คุณต้องคอยประคับประคองให้ความเร็วอยู่ในร่องในรอยให้ดีๆ เพื่อที่จะคุมพวงมาลัย และหักเข้าสู่โค้ง 100R ในพีระเซอร์กิตโค้งอันลือลั่นสนั่นดังในกลุ่มมือซิ่งระดับพระกาฬ โค้ง 100R ในสนามแข่งพีระเปรียบเหมือนอาจารย์ใหญ่ที่คอยลงโทษนักเรียนที่ไม่อยู่กับ ร่องกับรอย มันทำให้ผมผวาทุกครั้งที่เบรกช้าเกินไป หรือไม่ก็เบรกหนักไม่มากพอที่จะทำให้ความเร็วอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเหมาะสม กับความโหดของโค้ง พวกมือดีๆ หลายต่อหลายคนทั้งไทยและเทศ ต่างก็มาจบเห่บนโค้งนี้กันจนจำไม่หวาดไม่ไหว

GT-R Nismo คืออนุกรมของความแรงในระดับ 591 แรงม้า และมีแรงบิดมหาศาลถึง 652 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 2.5 วินาที บ่งบอกถึงตัวตนความเป็นเจ้าแห่งความเร็วได้ดี GT-R Nismo มีความเร็วสูงสุดปลายคันเร่งที่ 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่มีทางที่จะอัดกันจนสุดทางตรงเพื่อทะยานผ่านตัวเลขความเร็วสูงสุดเนื่อง จากความสั้นของสนามและอันตรายที่มีอยู่รอบตัว การลากรอบคือความถนัดและสมรรถนะของเครื่อง V6 ทวินเทอร์โบ คุณภาพของเบาะ พวงมาลัยกับตำแหน่งของท่านั่งที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี เพื่อการขับซิ่งด้วยความกระชับรัดกุมทุกรูขุมขน ความหนึบแน่นของช่วงล่างมีส่วนผสมแปลกๆ ของพวงมาลัยไฟฟ้ามาให้ได้สัมผัสในโค้ง พวงมาลัยของ GT-R Nismo ในโหมด R หนักราวกับรถแข่ง Class GT3 สภาพการณ์ในโหมดสูงสุดที่ต้องขับเร็วๆ ในโค้งมุมแคบของพีระเซอร์กิต การปรับแต่งช่วงล่าง และชุดบังคับเลี้ยวที่ดีเยี่ยมเข้ามาช่วยทำให้ผมสามารถประคองหน้ารถไปในทิศ ทางที่ต้องการได้อย่างสบายๆ ด้วยการประคองความเร็วไม่ให้สูงมากจนเกินไป ชุดบังคับเลี้ยวของอสุรกายสายโหดคันนี้ส่งถ่ายความชัดเจนอันคมกริบ ไม่มีอาการขาดสัมผัสที่ไม่มีความแน่นอนขณะหวดเข้าโค้ง หรือออกอาการเบาจนทำให้รู้สึกน่ากลัวที่ย่านความเร็วสูง นอกจากพวงมาลัยอันหนักแน่นแม่นยำแล้ว เสียงเครื่อง V6 ขนาด 3.8 ลิตร ที่ผ่านการโมมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยยังชักชวนให้ลงคันเร่งอย่างต่อเนื่อง GT-R Nismo เป็นรถสปอร์ตที่มีส่วนผสมของความหนักแน่น พลังอันเหลือร้ายและความงามด้านวิศวกรรมยานยนต์ปะปนอยู่ในตัวตนของมันเอง การที่จะสร้างรถที่มีกำลังมากมายมหาศาลขนาดนี้โดยทำออกมาให้มีความสมบูรณ์ แบบนั้น ต้องใช้ประสบการณ์ความรู้ความสามารถ ความมุ่งมั่นทุ่มเทและความพยายามบวกกับจินตนาการในสนามแข่งเท่านั้นถึงจะทำ ออกมาได้ Nissan GT-R Nismo ทำให้ผมละเมอเพ้อพกไปชั่วขณะว่า ตัวเองคือนักแข่งชั้นนำของวงการเมื่อทะยานผ่านแกรนสแตนในสนามพีระ เป็นความรู้สึกที่เกินบรรยาย และยากที่จะลืมเลือนแม้จะได้ขับสั้นๆ แค่ 2 รอบสนามก็ตาม.

NISSAN GT-R NISMO SPECIFICATIONS
Body type………………………………………2+2 seater fixed-head coupé
Number of doors……………………………..2
Designer…………………………………………Nissan Motorsport International Nismo
engine type……………………………………twin-turbocharged petrol
Engine manufacturer……………………….Nissan
Engine code…………………………………..VR38DETT
Cylinders………………………………………V 6 in 60° vee
Capacity……………………………………….3.8 litre 3,799 cc (231.829 cu in)
Bore × Stroke…………………………………95.5 mm × 88.4 mm 3.76 × 3.48 in
Bore/stroke ratio…………………………….1.08
valve…………………………………………….double overhead camshaft (DOHC) 4 valves per cylinder 24 valves in total
maximum power output(JIS)…………600 PS (591 bhp) (441 kW) at 6,800 rpm
Specific output(JIS)………………………..155.8 bhp/litre 2.55 bhp/cu in
maximum torque (JIS)…………………..652 Nm (481 ft·lb) (66.5 kgm) at 3,200-5,800 rpm
Specific torque (JIS)……………………….171.62 Nm/litre 2.07 ft·lb/cu3
Engine construction………………………..aluminium block & head
sump…………………………………………….wet sumped
compression ratio…………………………..9.0 :1
Fuel system…………………………………….EFI
bmep (brake mean effective pressure)..2156.7 kPa (312.8 psi)
Maximum RPM………………………………7,000 rpm
crankshaft bearings
Engine coolant…………………………………Water
Unitary capacity……………………………….633.17 cc
Aspiration……………………………………….Turbo
Compressor……………………………………..non
Intercooler……………………………………….Y
Catalytic converter……………………………Y

Acceleration 0-100km/h…………………….2.5S
Acceleration 0-160km/h (100mph)……..?
Standing quarter-mile………………………..?
Standing kilometre…………………………….?
Maximum speed………………………………..315++
Power-to-weight ratio…………………………348.97 PS/g 256.66 kW/g 344.19 bhp/ton 0.15 bhp/lb
Weight-to-power ratio………………………..3.9 kg/kW 6.51 lb/bhp

Engine position…………………………………front
Engine layout……………………………………longitudinal
Drive wheel………………………………………4 wheel drive
Torque split……………………………………….0:100-50:50
Steering…………………………………………….rack & pinion VPAS
turns lock-to-lock……………………………….?
Turning circle…………………………………….?
Front suspension………………………………..double wishbone
Rear suspension…………………………………multi-link
Wheel size front………………………………..10.0J x 20 Ray Engineering
Wheel size rear………………………………….10½J x 20 Ray Engineering
Tyres front………………………………………..Dunlop SP Sport Maxx 255/40 ZR 20 97Y
Tyres rear………………………………………….Dunlop SP Sport Maxx 285/35 ZR 20 100Y
Brakes F/R………………………………………..VeDi/VeDi-S-ABS
Front brake diameter…………………………..390 mm
Rear brake diameter…………………………….380 mm
Gearbox…………………………………………….6 speed automatic with paddle shift
Top gear ratio……………………………………..0.8
Final drive ratio………………………………….3.70

Wheelbase…………………………………………2,780 mm
Track/tread (front)………………………………1,600 mm
Track/tread (rear)………………………………..1,600 mm
Length………………………………………………4,680 mm
Width………………………………………………..1,895 mm
Height……………………………………………….1,370 mm
Ground clearance……………………………….110 mm
length:wheelbase ratio…………………………1.68
Kerb weight……………………………………….1,720 kg 3,792 lb
Weight distribution
fuel tank capacity………………………………..74 litres16.3 UK Gal

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

Comments

comments

Top